วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552

Bar-B-Q Party and Camp Fire



































Camping..... Temperature down to 14 C at night








Camp fire








B-B-Q party








Dialogue








Meditation








at RomDharm.


No Plan is the best plan.

Many people ask me , what is the schedule , what will we do at RomDharm , Do we need to have a white dress, when we have to pray , At what time we have to bo to sleep, breakfast , brunch, lunch, tea -coffe break, dinner etc.,

My answer is " It's up to you". Use your sensing , how do you feel.

Who is hungry, your body or your Jiita ...... กายหิว หรือ จิตหิว

If your body indicate or signal to you that it need food ... ok feed them
But it your Jitta or Minds (Thinking) want to eat ,...... watching what happen to your Body (Gaia or กาย) how is your Jiita .... what happen to your thingings.......



PlearnPatta school came to visit us on 17 -18 Jan 2009

THis schedule was written aftet the activities was finished.


915 AM the first family arrived . Free time

1100 AM all of them arrieved.

1105 AM They gave a lunch to Pra Niyom . (ถวายเพล)

1130 AM We have lunch together ,..... Thai noodles ... and Kou Soi ( Thai Northern style noodle)
d
1150 AM Body scan activity : ...... sleeping and watching your body , minds and Jitta
1230 PM .... wake up

Free time

1345 AM Blindfold walking :

1415 - 1445 Dialogue : AAR

1500 - 1600 Cow milking
1600 Free time

1730 BBQ party

1900 Dialogue around fire

2000 Free time

Small dialogue group : Dharma discussion

18 Jan 09

630 AM We gave breakfast to Pra Niyom
.....
645 AM Breakfast Bread and E-sarn food

free time

900 AM walked to visit nearby Vegetable garden

Freetime

1100 AM Gave lunch to monk

1115 Check out : Dialogue

1200 AM Lunch

Bye - bye .....




















Cow milking




Enjoy cow milking at a nearby farm of RomDharm


Children Dialogue at RomDharm 18 Jan 09



Dialogue in a Fishbowl





After action review (AAR) after practicing blindfold walking







(Below image)



Young fishes in the dialogue bowl.



Let 's listen to our future talking

PlearnPattana Famility visted RomDharm 17 18-1-09






What a wonderful time we had.









About 10 families from PlearnPattan School came to visit our RomDharm at 10 AM




At 11 AM, they had a chance to give Plane (Lunch for monk) to a monk ,who is temporaly stay at RomDharm


Pra Niyom (พระนิยม) is the monk who is making our 9-Head Naka ( (9 heads dragon) Protecting over Buddha Statue . พระพุทธรูป ปางนาคปรก ๙ เศียร












Blindfold walking, a pair form the same family is praticing "Sati" .
















They learned how to trust each other,

Daughter (Boong บุ้ง) lead her mother.

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552

Nemawashi เห็นพ้องต้องกัน แล้วรีบทำทันที

Make decision slowly by consensus, thoroughly considering all options; implement rapidly.
ใจเย็นๆ ค่อยๆ ตัดสินใจ ฟังให้หมดก่อน มองทุกมุม แล้ว คุยกันแบบ consensus ก็คือ คุยกันจนกว่าจะยอมรับเป็นเสียงเดียวกัน 1 ความเห็นที่แตกต่าง 99 ก็ต้องฟัง เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็รีบลงมือทำ

นี่เป็น Principle 13 ของ The Toyota Way.
ผม มีข้อคิด จาก หลักการที่ 13 นี้เยอะพอควร ดังนี้ :-
1) ผม นึกถึง เหล่าผู้บริหารไทย บัณฑิตในระบบการศึกษาไทย ส่วนใหญ่ พวกเขาฝึกมาให้ใช้ ฐานคิด มามาก ดังนั้น หลักการนี้ พวกเขา จะ คุยกันนานมาก คิดเอง เออเอง ไปจนถึง ทะเลาะกัน ทุบโต๊ะ งอน หรือ เงียบไป
ใน ห้องประชุมแบบไทยๆ เป็นวัฒนธรรมแบบไทยๆ คนที่ไม่เข้าใจ เรื่อง ฐานทั้ง 3 คือ "กาย ใจ ความคิด" ถ้ามาอ่านหลักการนี้แล้ว รีบร้อนเอาไปใช้ คงออกมาแนวเดิมๆ คือ No Action Talk Only. หรือ พวกเรา Talk พวกแกเอาไปทำ
ฝ่าย HR (บุคคล) มักจะ รู้ไมเท่าทัน กลลวงของระบบอุตสาหกรรม ดังนั้น ก็จะโดน นักการศึกษาหลอกลวงได้ง่ายๆ เช่น รับคนเรียนจบสูง มองไปที่ปริญญา สถาบันมีชื่อเสียง ฯลฯ
นี่แหละ คือ การ คัดเลือก เอา เหล่า นักคิด ( ขาด ฐานกาย ขาด ฐานใจ) เอาเข้ามาเป็น ผู้บริหารเต็มองค์กรไปหมดพวกฐานกาย มากๆ ก็จะโดน HR ตั้งเพดานตำแหน่ง เพดานเงินเดือน เอาไว้ ที่ "หัวหน้างาน"
พวกฐานใจ มากๆ ก็จะโดนไปทำงาน โครงงาน กิจกรรม และ ถูกมองว่า "อ่อนแอ" คำว่า "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา" เป็น วัฒนธรรม ที่เป็นผลพวง มาจาก ระบบการศึกษาแบบฐานคิดเป็นตัวนำ

พวกบัณฑิต ฐานคิดมากๆ จะ คิดแบบ "ผู้บริหารในยุคอุตสาหกรรม" คือ "หาใครมาทำแทน คือ ยอดผู้บริหาร" แนวคิดแบบนี้ ทำลายการเรียนรู้ หยุดนวตกรรม แบ่งแยกคนในองค์กร

หลายๆบริษัทในประเทศไทย มี CEO แนว "การจัดการ คือ หาคนมาทำให้เหมาะกับงาน" ซึ่งก็จะดูดี ไปได้ดีในช่วงสั้นๆ แต่ ในระยะยาว เป็น ยุทธศษสตร์ที่นำหายนะมาสู่แบบไม่รู้ตัว

จะสังเกตได้ว่า nemawashi นั้น ไม่ได้หมายความว่า คุยกันเยอะๆ นะครับ แต่ เป็นระดับ Dialogue ขั้น I-in-you และ I-in-now
คนที่มาศึกษา nemawashi หรือ The Toyota Way หาก ไม่เข้าใจ Dialogue เอา อุปนิสัยเดิม ความเคยชินเดิมๆ มาใช้ ก็จะหล่นลงไป คุยกันแบบยุคอุตสาหกรรม

จะทำ Nemawashi ได้ ต้องผ่านการฝึกทักษะ Dialogue อย่างสม่ำเสมอ ถูกวิธี เห็นว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ เข้าใจความสัมพันธ์ต่างๆ ทั้งด้านรูปธรรม และ นามธรรม
"เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน การทดลอง การวิจัยย่อมเกิดขึ้น" เป็นอะไรที่ผมเน้น เสมอเมื่อเข้าไปเป็นที่ปรึกษาในองค์กรต่างๆ อย่าเต่ "ตกลงกันให้ได้" เพราะ consensus คือ เห็นตรงกัน

2) คำว่า "ความเห็น" ต้องมาตีความว่า เห็นอะไร เห็นด้วยมุมมองไหน เห็นครบทุกมุมหรือยัง และ ที่สำคัญ คือ ด้วยจิตที่ปกติ หรือ เห็นด้วยจิตไม่ปกติ

ฐานใจ จะสอนให้เรา รู้จัก ผ่อนจิตใจ ผ่อนอารมณ์ หรือ ยกจิตใจ ยกอารมณ์ ของเราขึ้นมาให้ ชิวๆ สบายๆ เป็นปกติ ไม่มีอคติ ไม่มีลำเอียง ไม่มีนิวรณ์ คลื่นสมองสบายๆ ที่ อัลฟ่า นี่แหละ จิตว่างๆ มีกำลังสติกำกับ ปัญญาจะไหลออกมา เป็น "ความเห็นที่ดี" เป็น ความเห็นชอบ ชอบด้วยกาละเทศะ ชอบด้วยศีลธรรม ชอบด้วยเหตุ เป็นการสร้าง "เหตุที่ดี" ย่อมก่อให้เกิด "ผลที่ดี" แน่นอน
ด้วยความโลภ เห็นใครเขาทำอะไรดี ก็แห่กันทำตาม ลงทุนตาม โดยประมาท สุดท้ายก็ล้มเหลวด้วยความโลภ
อยากจะเพิ่มยอดขาย ลงทุนสร้างโฆษณาลามก รุนแรง ก็ยอม โดยไม่คำนึงถึงอะไรอีกแล้ว นอกจาก ตัวเลขกำไร สังคมจะย่อยยับ ฉันมองไม่เห็น อีกนานกว่าจะเห็นผล ฉันไม่เชื่อ ฉันว่านี่แหละ คือ ศิลปะ

ด้วยความแค้น ฉันทำทุกอย่างที่จะ ทำลายคู่แข่ง ไม่ว่าจะแกล้ง กดดัน ขโมยความลับ ขโฒยคนเก่ง ฉันทำได้ทั้งนั้น ด้วยความลำเอียง ฉันซื้อทุกอย่าง แบบใต้โต๊ะ
ด้วยความอคติ ฉันไม่ฟัง คนที่เตือนฉันตรงๆ ใครเคยตำหนิฉันไว้ ฉันไม่มีวันลืม แค้นนี้ย่อมต้องชำระ

3) ฐานกาย ไม่เข้มแข็ง ฐานใจก็พัง ฐานคิดก็ไม่สะอาด และ การฝึกฐานกาย คือ Learning by doing เกิดเป็นวงจรการเรียนรู้ เดินลงไปดูที่หน้างาน ลงไปทำจริง เรียนรู้แบบ action learning
ไม่ใช่ ฟังเขาบอก กอดอกมองดูแล้วบอกว่า "เข้าใจแล้ว"
การศึกษาในระบบ ทำลาย ฐานกายมากๆ นั่งทั้งวันในห้องแออัด อากาศเสีย ท่องๆ คิดๆ อยู่กับ คนที่เอาข้อมูลมาฉาย ให้ดู คิดให้ตรงกัน ประชุมกันแบบคิดเองเออเองบนหอคอยการเรียนรู้บนฐานกาย คือ ทำเอง รู้เอง
เคยสังเกตไหม ของบางอย่างอธิบายให้ตายก็ไม่เข้าใจ เช่น ขี่จักรยาน จะให้อธิบายว่า ต้องทำยังไง ไม่ได้ครับ มันเป็นทักษะ ที่ต้อง ซ้อมๆๆๆๆๆการจะเข้าใจ
"ธรรม" ก็ต้อง ซ้อมๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
การจะเป็นผู้บริหาร ก็ต้อง ซ้อมๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กับครูด้านบริหาร "กาย ใจ" หาก ไปหลงกล การศึกษาในระบบ ซ้อมๆๆๆๆๆ กับ ครูด้านบริหารความคิด (อีกแล้ว) ก็พังครับ
ฐานกาย ฐานใจ เข้มแข็ง ไม่ต้องกลัวว่า จะคิดไม่เป็น ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่คิด
ฐานคิด อุปมา เป็นหลังคา ฐานกาย ฐานใจ เป็น พื้นล่าง และ เสา

4) ทำทันที เป็น อะไรที่ ผู้บริหารไทย รับไม่ค่อยจะได้ มันฝืน ความเคยชิน ฝืนอุปนิสัยที่โดนหล่อหลอมมามากๆ
ทำทันที ในที่นี้ ผม คงหมายถึง ทำการทดลอง หากยังมีมุมที่เทาๆอยู่ ก็จงทำในพื้นที่ย่อยๆ เล็กๆ เพื่อเป็น "นำร่อง"
ทำทันทีก็เพื่อการเรียนรู้
ทำให้เร็ว จะได้เรียนรู้เร็ว เห็นจุดอ่อนได้เร็ว
ธรรมทันที คือ ทำอะไร คิดอะไร ก็คิดว่าเป็นธรรมไหม ธรรมชาติไหม จิตปกติหรือจิตไม่ปกติ มีสติไหม
ทำทันที ผิดพลาดไม่เป็นไร นี่คือ ช่วงเรียนรู้
แต่ ผู้บริหารไทย เป็นคนที่เต็มไปด้วยความกลัว กลัวพลาด กลัวเสียฟอร์ม กลัวเสียตำแหน่ง กลัวโดนแซว ฯลฯ
เป็นการปนเปื้อนทางอารมณ์และความคิด ที่ติดมาจาก การศึกษาในระบบ ผ่านการศึกษาที่ใช้ "ความกลัว" เป็นแรงจูงใจให้ ขยัน ให้เรียน
ผู้บริหารไทย หลายท่าน จึงควรจะต้อง สำรวจตนเอง ปนเปื้อนอะไรมา เข้าค่ายฝึกชำระความปนเปื้อนต่างๆ

หลายท่าน ตีความคำว่า Nemawashi นี้ คือ การ Lobby แบบที่ พวกตะวันตก พวกนักการเมือง และ นักธูรกิจ ชอบใช้กันบ่อยๆ
ในหลายๆองค์กร พวกเขา Nemawashi กันนอกรอบ ในบรรยากาศทีเป็น Dialogue เหมาะสม เมื่อมาถึง เวลาประชุมเป็นทางการ ก็แค่มองหน้ากัน พูดให้มีคนจดบันทึก และ ก็ผ่านไปวาระต่างๆได้เร็ว อย่างไม่น่าเชื่อ
คนนอกวงการอาจจะงง "เอะ ทำไม เปิดวาะ แล้ว ไม่ซัดกันเละ แบบการประชุมไทยน่ะ " ก็เพราะ เขาคุยกัน จนเปื่อย จนยุ่ยแล้ว ศึกษาแล้ว ลองทำดูบ้างแล้ว
หาก ผลออกมาผิดเพลาด ก็ถือว่า ก็ต้องมาดูกันผู้บริหารญี่ปุ่น มัก พูดบ่อยๆว่า "อย่าเกลียดคนทำผิด แต่ เกลียดความผิด" และ "มั่นใจ 50% ก็ลงมือทำเลย"
แต่ ของไทยเรา "ใครทำผิด ...ซวยแน่ๆ" และ " ไม่ชัวร์ อย่าทำนะเฟ้ย เธอทำ เธอรับผิดชอบนะ ฉันไม่เกี่ยว"
วงจร โนนากะ (Nonaka learning cycle) จึงไปหมุนไป การพัฒนา (Kaizen) ก็ไม่เกิดขึ้น .....

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

Empathy vs Sympathy

Empathy คือ เห็นใจเขา เข้าใจเขา แต่ ตัวเรา จิตปกติ จิตว่าง มีสติ ไม่มีอคติ ไม่มีลำเอียง ไม่อิน
Sympathy คือ เห็นใจ เข้าใจ แต่ ตัวเรา มีอารมณ์ร่วมด้วย อินด้วย เจืออคติลำเอียงไปกับเขาด้วย

Empathy = understand , can tell how they feel but our Jitta is calm , still, light , ...., no prejudice, no bias, no emotional involved .... We can comment but with sati

Sympathy = understand , can tell how they feel but our Jitta is working .... uncalm , not still, heavy, tense, sad, joy,.... whatever .... We have emotional involved with their story and we lose our Sati .

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

Fruit vs Yam

Respect other opinion , race ,religious ,age ,sex,... etc ,... is like a fruit salad . ---> variety of tastes

Try to make everyone become the same taste .... is like a yam. ---> single taste

Respect each other ............... Suspend your judgement .......

Slow down...Deep listening ....

Empathy not sympathy